ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ความท้าทายทางการคลังสำหรับรัฐบาลใหม่
ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รุมเร้าประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนึ่งใน “โจทย์หิน” ที่กลายเป็นดัชนีชี้วัดฝีมือการบริหารของรัฐบาลชุดใหม่ คือวิกฤตการณ์จัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตที่ “พลาดเป้า” ต่ำกว่าประมาณการณ์มากที่สุดใน 3 กรมภาษี ในช่วงปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา โดยต่ำกว่าประมาณการณ์ถึง 11.8% ซึ่งสาเหตุไม่ได้มีแค่ปัญหาจากปัจจัยภายนอกด้านเศรษฐกิจ แต่เกิดจากการออกนโยบายที่ทำให้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าหลายอย่างไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะกับสินค้าในหมวดยานยนต์ และยาสูบ
ปัญหาที่มีความเรื้อรังและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดก็คือ “ภาษียาสูบ” ที่ไม่ได้เกิดจากนโยบายกระตุ้นการใช้สินค้าทดแทนแบบกลุ่มยานยนต์ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เปิดช่องโหว่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปกว่า 70,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 8 ปี นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนมาใช้ระบบโครงสร้างแบบ 2 อัตรา จึงเป็นความท้าทายของเหล่าผู้ท้าชิงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะต้องหามาตรการปิดรูรั่ว เพิ่มรายได้ให้กับรัฐในยุคที่ต้องการความยืนหยุ่นทางการคลังเพื่อป้องกันความท้าทายทางเศรษฐกิจจากภายนอกที่พร้อมถาโถมให้เศรษฐกิจไทยทรุดตัวลงมากกว่าเดิม
ในงานเวทีเสวนา “เลือกตั้ง 69 เลือกอนาคตภาษีไทย” จัดโดยสมาคมหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีการเชิญหัวหอกทีมเศรษฐกิจจากพรรคการเมืองต่างๆ มาแสดงวิสัยทัศน์ และให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาการจัดเก็บภาษีบุหรี่ในมุมเศรษฐกิจ สังคม เกษตรกร และสุขภาพ ไว้แตกต่างกัน สะท้อนถึงความยากในการหาจุดสมดุลในการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ ที่ทำให้ไม่ว่าจะกี่รัฐบาลก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ แม้จะมีผลการศึกษาทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่าให้เร่งปรับไปใช้โครงสร้างแบบอัตราเดียว
ผ่าตัดโครงสร้าง Single Tier ยุติวงจรภาษีบุหรี่ที่บิดเบี้ยว
ในมุมเศรษฐกิจ ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี หัวหอกด้านเศรษฐกิจ พรรคประชาชน แสดงความเห็นด้านการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยว่า พรรคประชาชนเสนอแนวทางปฏิรูประบบภาษีแบบยกเครื่องทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการขึ้นหรือลดอัตราภาษี แต่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ควบคู่กับการแก้ปัญหา
ระบบภาษีไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งฐานภาษีที่แคบและการจัดเก็บที่ไม่ทั่วถึง อีกทั้งยังมีปัญหาในเรื่องการจัดเก็บหลายส่วนโดยเฉพาะกรมสรรพสามิต ที่เสียรายได้จากการจัดเก็บภาษียานยนต์ต่ำกว่าเป้าหมายจากนโยบายที่หนุนการใช้รถไฟฟ้า และภาษีสรรพสามิตบุหรี่แบบ 2 อัตรา จุดเริ่มต้นของปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข ข้อมูลเชิงสถิติสนับสนุนข้อกังวลนี้อย่างชัดเจน เพราะนับตั้งแต่มีการนำระบบนี้มาบังคับใช้ในปี 2560 รายได้ภาษียาสูบของไทยไม่เคยกลับไปแตะระดับ 6.8 หมื่นล้านบาทอีกเลย แต่กลับทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาทอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“คิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องกลับมาใช้ภาษีบุหรี่แบบเทียร์เดียว ให้คิดตามราคาในอัตราเดียวไปเลย เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำและการใช้ช่องว่างในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีในอัตราสูง แต่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องยอมรับว่า ภาษีบุหรี่คงไม่ได้กลับมาเป็นรายได้หลักให้กับประเทศเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ทางแก้ไขนี้คือลดความซับซ้อน และที่สำคัญคือไม่ต้องมีใครมาพยายามซิกแซ็กเพื่อลดภาระภาษีอีก” ศิริกัญญา กล่าว
ส่วนปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงในสังคม ศิริกัญญา แสดงความเห็นว่าถ้าเราสามารถเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าได้ เราก็คิดว่าก็น่าจะทดแทนภาษียาสูบที่หายไปได้บางส่วน แต่ว่าเราก็เข้าใจดีว่าสังคมมีความกังวลในเรื่องของผลกระทบต่อสุขภาพ ก็คงจะต้องมีการศึกษาให้ชัดเจนก่อนว่าจะทำอย่างไรกับบุหรี่ไฟฟ้า แต่เรื่องภาษีสรรพสามิตบุหรี่เราจะปรับให้เป็นเทียร์เดียวแน่นอน ในขณะที่เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าต้องขอกลับไปศึกษาก่อน อาจจะต้องใช้เวลาอยู่บ้าง
ซึ่งข้อมูลที่ ศิริกัญญากล่าวถึงและเห็นด้วยที่จะกลับมาใช้เทียร์เดียวนั้น สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) กับตัวเลขประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ของไทยที่ลดลง นับตั้งแต่ประเทศไทยมีการปรับโครงสร้างภาษีเป็น 2 อัตรา ในปี 2560 รายได้ภาษียาสูบของไทยก็ลดลงต่อเนื่อง จนในปีงบฯ 2568 จัดเก็บได้เพียงประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
โครงสร้างภาษีที่เกษตรกรยาสูบต้องได้รับผลประโยชน์มากที่สุด
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ มองปัญหาภาษีสรรพสามิตยาสูบผ่านมิติปากท้องเกษตรกร และโครงสร้างอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้ศึกษาและทำอยู่แล้ว และกำลังจะเสนอให้มีการแก้ไข แต่เกิดปัญหายุบสภาไปเสียก่อน หากได้เป็นรัฐบาลแน่นอนว่าจะสานต่อแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งต้องเรียกสมาคม สมาพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับยาสูบมาคุยก่อน เพราะเป็นสิ่งที่กระทบกับเกษตรกรยาสูบทั่วประเทศ เราจะมองเพียงแค่การแก้ที่ภาษีสรรพสามิตเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องดูผลกระทบทุกอย่างโดยยึดเกษตรกรยาสูบเป็นหลักแล้วปลายทางคือสรรพสามิต
“ผมมองว่าปัญหานี้ก็เหมือนกับการแก้ไขเรื่อง “สุราสี” ที่เคยเป็นผลงานของพรรครวมไทยสร้างชาติ นโยบายนี้ช่วยลดการผูกขาดเรื่องการผลิตสุรา ก็เหมือนกับเรื่องยาสูบ ปลายทางไม่ใช่สรรพสามิตจะเก็บที่เท่าไหร่ แต่ปลายทางมันอยู่ที่ว่าผู้ประกอบการเขาต้องการอะไร เราจะช่วยให้เกษตรกรยาสูบมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร ถ้าเรากลับเข้าไปเป็นรัฐบาล เรื่องนี้จะต้องได้รับการแก้ไขแน่นอน และผมคิดว่าไม่น่าเกิน 60 วัน จะมีการเรียกประชุมเรื่องนี้ เพราะที่จริงเราจะทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องคุยกับเกษตรกรก่อน ผมเอาเกษตรกรเป็นตัวตั้ง ผมไม่เอา สสส. หรือ สรรพสามิต เป็นตัวตั้ง ทุกแนวทางการแก้ไขเกษตรกรใบยาสูบจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด” อรรถวิชช์ ย้ำ
ภาษีเพื่อสุขภาพ และการจัดสรรที่ต้องถึงมือท้องถิ่น
ในมิติของการสร้างความยั่งยืนทางการคลังด้วยการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตที่มีประสิทธิภาพ ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร ตัวแทนจากพรรคไทยก้าวใหม่ ได้เสนอแนวคิดที่ก้าวข้ามไปจากการจัดเก็บรายได้เพื่อเข้าคลังเพียงอย่างเดียว แต่เน้นไปที่การนำมาตรการทางภาษีมาเป็นเครื่องมือจัดการ “ต้นทุนทางสังคม” โดยมองว่าภาษีสรรพสามิตบุหรี่ก็เหมือน “ภาษีความเค็ม” ที่สามารถควบคุมเพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพของคนไทยได้ เราใช้มาตรการภาษีเพื่อลดการบริโภคเค็มได้ ก็ต้องใช้ในการลดการสูบบุหรี่ได้ และนำภาษีบาปเหล่านี้มาใช้เพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพของคนไทย
ดร.คเณศ กล่าวว่า “พรรคไทยก้าวใหม่เรามีนโยบายที่จะส่งเสริมในเรื่องของคุณภาพชีวิตของประชาชน และในเรื่องของภาษีบุหรี่ ผมคิดว่ามีความจำเป็น แต่เราไม่ได้มีบทศึกษาที่ชัดเจน แต่เรามีความเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้สุขภาพของประชาชนเสื่อมเสียลง เราจะต้องนำกลับมาพิจารณาใหม่ เพื่อให้สามารถเป็นทั้งรายได้เข้ารัฐด้วย แล้วก็เป็นการลดปริมาณการสูบบุหรี่ด้วย นอกจากบุหรี่ จริงๆ แล้วยังมีอย่างอื่นอีกเช่น กฎหมายโซเดียม กฎหมายความเค็ม ซึ่งอันนั้นน่ะคือมันคล้ายๆ กับบุหรี่ครับ คือทำให้เรามีสุขภาพที่แย่ลง เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้จะต้องนำมาพิจารณาใหม่นะครับ แล้วก็แน่นอนคงต้องมีการปรับให้มีการรณรงค์ให้ลดการสูบบุหรี่ และหนึ่งในเครื่องมือนั้นก็คือการขึ้นภาษีให้มีความชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อรัฐมากขึ้น และถ้าเราเก็บภาษีจากสินค้าที่ทำลายสุขภาพได้ เม็ดเงินเหล่านั้นไม่ควรถูกนำไปรวมเป็นงบประมาณกลางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคืนกลับมาที่กองทุนสุขภาพหรือท้องถิ่น เพื่อเยียวยาและป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนโดยตรง”
แนวคิดที่ ดร.คเณศ กล่าวมานั้น สอดคล้องกับข้อมูลงบประมาณบัตรทอง (UC) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณสูงถึง 2.17 แสนล้านบาท และส่วนใหญ่เสียไปกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับโมเดลในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ออสเตรเลีย หรือ อังกฤษ ที่มีการจัดสรรภาษีสินค้าบาป (Sin Tax) เข้าสู่กองทุนส่งเสริมสุขภาพโดยตรง จะพบว่าสามารถลดภาระงบประมาณการรักษาพยาบาลในระยะยาวได้มากกว่าการจัดเก็บภาษีแบบเบี้ยหัวแตก ที่ไม่ได้นำมาใช้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ การเสนอให้มีการขึ้นภาษีบาปไปพร้อมๆ กับการปฏิรูประบบจัดสรรรายได้คืนสู่ท้องถิ่น จึงไม่ใช่แค่การหาเงินเพิ่ม แต่คือการวางรากฐานให้ “คนไทยป่วยน้อยลง” และ “ท้องถิ่นมีงบดูแลสุขภาพมากขึ้น” ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ ดร.คเณศ มองว่าจะช่วยอุดรอยรั่วทางการคลังได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ข่าวโดย.วินิจ ผู้สื่อข่าวกิตติมศักดิ์

